[FIC] Summer Snow 10
posted on 19 Feb 2010 08:46 by darkberrySummer Snow
รถมอเตอร์ไซค์คันเก่งที่พาทั้งคยูฮยอนและซองมินเที่ยวไปรอบๆบริเวณนอกรั้วโรงเรียนนั้นกลับเข้ามาจอดประจำที่ของมันอีกครั้งอย่างเรียบร้อยเหมือนตอนออกไป นิ้วเล็กๆที่สั่นระริกเพราะความเร็วสูงสุดที่บอกให้ คยูฮยอนลองก่อนจะถึงโรงเรียนนั้นยังตกค้างอยู่ จนไม่สามารถแกะสายรัดใต้คางออกไปได้เสียที
“มานี่”คยูฮยอนรั้งไหล่ร่างเล็กเข้ามาใกล้แล้วก้มหน้าลงช่วยปลดตัวล้อกของหมวกกันน๊อคออกให้พร้อมทั้งถอดมันออกมาจากหัวทุยสวยแล้วแขวนไว้ที่กระจกรถ ก่อนจะขยี้เส้นผมนุ่มนิ่มของซองมินให้เป็นทรงแถมท้ายให้อย่างใจดี
ซองมินเงยหน้าขึ้นยิ้มให้คยูฮยอนเป็นการขอบคุณก่อนจะก้มลงหยิบถุงใบใหญ่ที่วางเอาไว้ตรงที่ว่างด้านหน้าออกมาถือไว้ในอ้อมแขน
“ฉันถือดีกว่านะ”คยูฮยอนที่เอาหมวกอีกใบไปเก็บกลับมาพูด แล้วจะแย่งถุงกระดาษไปเองแต่ซองมินเบี่ยงตัวหลบ
“ไม่ต้องหรอก นายขับรถมาทั้งวัน ให้ฉันช่วยบ้างเถอะ เดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไปนะ”ร่างเล็กยิ้มแล้วเดินนำออกไป
คยูฮยอนเอามือแตะลงที่กลางอกตัวเองแล้วมุ่นคิ้วด้วยความประหลาดใจ หัวใจที่เต้นแรงแปลกๆเหมือนผ่านการออกกำลังกายมาทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้นนั้น เกิดขึ้นแค่เพราะรอยยิ้มที่ซองมินมอบให้เท่านั้นเหรอ? เป็นไปได้ยังไงกันนะ?
“นี่ๆคยู เรานั่งกินไอติมกันตรงนี้ก่อนดีมั้ย?”ซองมินหยุดเดินแล้วตะโกนถาม เมื่อหยุดอยู่ตรงเนินเตี้ยๆที่ขวางอยู่ระหว่างหอพักและอาคารที่พักของพนักงานในโรงเรียน
“เอาสิ”คยูฮยอนตอบแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาร่างเล็กที่กำลังใช้มือข้างหนึ่งปัดหินก้อนใหญ่ให้สะอาดพอจะนั่งได้
“จะดีเหรอ?”ซองมินถามอย่างไม่แน่ใจเมื่อคยูฮยอนถอดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนตัวนอกที่สวมอยู่ออกแล้วปูลงบนก้อนหินก้อนใหญ่นั้น
“ไหนๆก็จะซักอยู่แล้ว สกปรกเพิ่มอีกนิดนึงก็ไม่เป็นไรหรอก”คยูฮยอนยิ้มแล้วกดไหล่ร่างเล็กให้นั่งลงบนเสื้อที่เขาปูให้
ซองมินมองคนที่กำลังก้มหน้าค้นถ้วยไอติมจากถุงใบใหญ่แล้วก็อมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“วันนี้เป็นรสชอกโกแลตล่ะ”คยูฮยอนบอกพร้อมส่งถ้วยไอติมขนาดเล็กให้ซองมินหนึ่งถ้วยและในมือตัวเองอีกหนึ่งถ้วย
“แล้วคยูล่ะ ทำไมคยูกินรสสตอร์เบอร์รี่”ซองมินประท้วงเมื่อเห็นว่าถ้วยของเขาเท่านั้นที่มันไม่เหมือนเดิมกับที่กินทุกวัน
“เพราะมันเหลือถ้วยสุดท้ายไง ซองมินเลยต้องกินรสอื่น”คยูฮยอนตอบยิ้มๆแล้วตักไอติมเข้าปากไปคำโต ก่อนจะทำหน้าเคลิ้มไปกับรสละมุนที่ได้ชิม
“ขมปี๋เลยอ่ะ”ซองมินบ่นเมื่อตักไอติมคำแรกเข้าปากไปแล้วมันขมปร่า พอมองฉลากก็เห็นว่าเป็นรสDark Chocolate ไม่ใช่Milk Chocolateเหมือนที่เคยกินแต่ไม่ค่อยชอบ
“เอ๋? จริงเหรอ ชิมๆ”คยูฮยอนเห็นซองมินทำหน้ายู่แล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้รับช้อนที่ซองมินยื่นส่งมา
“อ่า ขมจริงๆด้วย แต่กินผสมกับสตอร์เบอร์รี่แล้วอร่อยนะ”คยูฮยอนตักเนื้อครีมสีชมพูป้อนให้ซองมินเต็มช้อน
ร่างเล็กหลับตาพริ้มแล้วอมยิ้มกับรสหวานละมุนที่เข้ามาละลายความขมของไอติมรสเข้มในมือ มันอร่อยมากจริงๆเมื่อกินสลับกันรสละคำแบบนี้
“เอ้า ป้อนฉันด้วย แลกกันๆ”คยูฮยอนส่งเสียงพร้อมยื่นช้อนของตัวเองจ่อให้ซองมินอีกคำ
ทั้งคู่ผลัดกันตัก ผลัดกันป้อนแบบนั้นจนกระทั่งไอติมหมดถ้วยด้วยความรู้สึกสบายๆแต่เป็นสุขแบบที่ไม่มีเพื่อนคนไหนทำให้ได้เหมือนที่อีกฝ่ายทำกำลังเติบโตอย่างเชื่องช้าแต่สม่ำเสมอเหลือเกินในห้วงความรู้สึกที่ไม่ประสีประสา
ในสักวันหนึ่ง คนทั้งคู่จะรู้หรือเปล่า ว่าบางสิ่งบางอย่างที่สะสมตั้งแต่แรกเจอ จะเติบโตขึ้นมาเป็นอะไร..
“ผมลืมปิดหน้าต่างที่หอ”คิบอมบอกแล้วเด้งตัวขึ้นจากฟูกนุ่มๆที่เขาลากมาปูเอาไว้ในห้องนอนของแจจุง เพราะอยากจะนอนคุยกันเหมือนเมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็ก
“ตายจริง ฝนทำท่าเหมือนจะตกด้วย รีบกลับไปปิดละกัน”แจจุงเองก็ลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปค้นที่โต๊ะข้างเตียงเพื่อหยิบไฟฉายกระบอกใหญ่ออกมา
“ผมไปคนเดียวดีกว่า พี่แจจุงอยู่นี่แหละครับ”คิบอมบอกยิ้มๆพลางหยิบเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาสวมทับชุดนอน
“เดินดีๆล่ะ”แจจุงบอกไล่หลัง คิบอมหันกลับมายิ้มให้แล้วเดินออกไปโดยไม่ลืมที่จะล้อกประตูข้างล่างให้แน่นหนาด้วย
ดงเฮปิดหน้าต่างพร้อมทั้งลงกลอนอย่างแน่นหนา ทั้งๆที่นี่คือหน้าร้อนที่กลางวันร้อนจัด แต่พอตกเย็นเท่านั้นแหละ เมฆดำก็ครึ้มไปหมด พอพระอาทิตย์ตกลมก็ยิ่งแรง ทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าฝนแต่ฝนก็กำลังจะกระหน่ำ ราวจะตอกย้ำความรู้สึกของเขาให้มันยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม
“เบื่อจริงๆเลย”ร่างเล็กบ่นเสียงหงุดหงิดแล้วก็เอาหูฟังมาอุดหูเอาไว้พร้อมเปิดเพลงเสียงดังแล้วก็พยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมันพึ่งจะหัวค่ำเท่านั้นเอง
“เดินเล่นดีมั้ยนะ?”ดงเฮถามตัวเองอย่างชั่งใจ แต่ก็ได้คำตอบออกมาแทบจะทันทีพร้อมกับความกลัวที่ทำให้สติเขาเริ่มจะฟุ้งซ่านแบบที่เป็นอยู่บ่อยๆ
“หยุดปัญญาอ่อนเดี๋ยวนี้นะ อีดงเฮ”ร่างเล็กสั่งตัวเองเสียงดังแข่งกับเสียงเพลงในหูที่มันชักจะโหวกเหวกขึ้นเรื่อยๆจนต้องถอดออก ดวงตากลมแดงกล่ำกวาดมองรอบห้องอย่างหวาดระแวงก่อนจะกระแทกตัวลงบนเตียงอย่างหัวเสีย
ดงเฮกำลังเคลิ้มๆใกล้หลับเมื่อฝนเม็ดแรกหล่นจากฟ้า เสียงจากภายนอกทำอะไรเขาไม่ได้เพราะเพลงที่เปิดจากหูฟังนั้นอุดหูอยู่ มือน้อยคว้าผ้าห่มนวมผืนหนาคลุมทั่วทั้งร่างเอาไว้จนเหลือเพียงแค่ใบหน้าเท่านั้นที่โผล่ออกมา
คิบอมรีบวิ่งเป็นการใหญ่เมื่อเดินมาได้ครึ่งทางแล้วฝนก็เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เนื้อตัวเปียกชุ่มโชกจนรู้สึกหนาวไปหมด สงสัยคืนนี้จะต้องนอนหอเพราะให้เดินไปเดินกลับในเวลาที่ทั้งมืดแถมฝนยังตกอีกนี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าทำเลยแม้แต่น้อย
คิบอมลากรองเท้าแตะที่เฉอะแฉะไปตามทางเดินปูพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาด แม่บ้านคงจะอยากหักคอเขาน่าดูหากมาเห็นรอยโคลนเละเทะบนพื้นแบบนี้ แต่มันช่วยไม่ได้นี่นา
มือขาวล้วงหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอน เพราะความหนาวทำให้มือเขาสั่นระริกจนทำกุญแจร่วงหล่นลงพื้นหลายครั้งจนโมโหตัวเองและเมื่อเปิดประตูเข้าไป คิบอมก็โมโหตัวเองหนักกว่าเก่าเสียด้วย เมื่อทั้งห้องสว่างโร่และเปิดแอร์เย็นเฉียบ เตียงของคนที่บอกว่าจะกลับบ้านนั้นมีเจ้าของนอนอยู่
ถ้ารู้อย่างนี้ไม่เดินฝ่าฝนมาหรอก คิบอมคิดอย่างฉุนๆแล้วจามออกมาเพราะแอร์เย็นจัด ก่อนจะรีบเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการสภาพตัวเองให้ดีกว่านี้
แบตเตอร์รี่ของโทรศัพท์มือถือที่ใช้ฟังเพลงหมดไปได้สักครู่หนึ่งแล้ว แต่เจ้าของเครื่องก็ยังไม่รู้ตัว จนกระทั่งได้ยินเสียงแปลกๆแทรกเข้ามา สติที่มีอยู่น้อยนิดแต่ความหวาดระแวงมหาศาลนั้นทำให้ดงเฮต้องตัดสินใจอย่างหนักว่าจะข่มตาหลับต่อหรือตื่นขึ้นมาดีอยู่ชั่วอึดใจ
นิ้วเรียวเกี่ยวหูฟังราคาแพงออกจากหูแล้วก็ต้องตกใจกับเสียงน้ำที่ดังออกมาจากห้องน้ำ มือขาวกำผ้าห่มแน่นพลางทำหน้าเลิ่กลั่ก พอจะโทรหาเพื่อนก็ต้องตาค้างเพราะแบตที่หมดแล้วทำให้เขาอยู่ในสภาพหัวเดียวกะเทียมลีบอย่างน่าสงสาร
“ฮึก..ไม่มีอะไรหรอก...ใช่มั้ย?”ดงเฮถามตัวเองเสียงสั่น เขาเกลียดตัวเองจริงๆที่งี่เง่ากลัวผีทั้งๆที่อายุป่านนี้เข้าไปแล้ว
ปราสาทสไตล์ยุโรปที่แสนหรูหราราวพระราชวังแห่งนี้กำลังทำให้เขาสติแตกด้วยความงดงามของมัน เสียงฝนจากทางด้านนอกยิ่งทำให้เขาบ้า เงารางๆจากสายฟ้าเมื่อครู่ทำให้ภาพที่สะท้อนเข้ามาในม่านตานั้นดูน่ากลัวกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า
ดงเฮพยายามข่มใจให้สงบ ทั้งๆที่รู้ว่าเขาคิดมากและจิตหลอนไปเอง เรื่องแบบนั้นคงไม่เกิดขึ้นกับตัวเขา แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะบังคับตัวเองให้เข้มแข็งทั้งๆที่น้ำตานองหน้าแบบนี้
“แกร๊ก/อ๊ากกกก”ประตูห้องน้ำเปิดออกเบาๆแต่ดงเฮกลับร้องลั่นแล้วเอามือปิดหูก้มหน้าลงซุกกับเข่าอย่างขวัญเสีย
คิบอมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายต่ออาการจิตหลอนของดงเฮแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยในเวลาอันสั้น ก่อนจะไปนั่งลงที่ข้างเตียงดงเฮเหมือนที่เคยทำวันนั้น
“นี่ หยุดร้องได้แล้ว”เสียงทุ้มนุ่มบอกพลางเอามือกระตุกชายผ้าห่มของดงเฮเล่นอย่างนึกสนุก ในเมื่อเขาให้โอกาสดงเฮมีสติรับรู้อยู่ราวๆสามนาทีว่าเขาเป็นคนไม่ใช่ผีแล้วอีกฝ่ายไม่รู้ตัว แกล้งนิด แกล้งหน่อย พระเจ้าคงไม่โกรธเขาใช่มั้ย?
“ฉันไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ ฉันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่ามาหาฉันเลยนะ”ดงเฮหลับหูหลับตาพึมพำไปเรื่อยทำเอาคิบอมต้องกลั้นขำ
“แล้วที่ได้ยินนี่ภาษาอะไร?”เสียงของคิบอมเต็มไปด้วยความสนุกพร้อมกับมือที่ออกแรงกระตุกผ้าห่มเร็วๆอย่างตั้งใจจะหยอกนั่นทำให้ดงเฮได้สติขึ้นมาบ้าง
“นายเองเหรอ???”สีหน้าของดงเฮนั้นเต็มไปด้วยความดีใจ ดวงตากลมโตแดงแจ๋เพราะผ่านการร้องไห้ มือก็ขาวซีดเพราะมัวแต่กำผ้าห่มแน่นจนชา ท่าทางแบบนั้นทำให้คิบอมรู้สึกสงสารนิดหน่อย
“ไม่ใช่ฉันแล้วเป็นผีเหรอ?”คิบอมดูจะสบายๆที่จะพูดคำต้องห้ามนั้นออกมาอย่างไม่กลัวฟ้ากลัวดิน แต่ดงเฮนั้นตาเหลือกไปแล้ว
“อย่าเรียกมาสิ”ท่าทางเหมือนเด็กขี้กลัวนั้นดูน่ารักกว่าเวลาดงเฮทำหน้าเชิ่ดดูถูกคนอื่นหรือแสดงอาการหงุดหงิดทุกอย่างรอบตัวอยู่มากจนคิบอมเผลอมองจนเกือบลืมหายใจ
“นี่ นายกลับมาเหมือนกันใช่มั้ย?”ดงเฮถาม ตอนนี้เขากอดแขนคิบอมเอาไว้แน่นเพราะเสียงฟ้าร้องนั่นดังใกล้จนเหมือนจุดกำเนิดนั้นใกล้นิดเดียว
“กลับมาปิดหน้าต่างเฉยๆ”คิบอมตอบไปตามความจริง แต่ดงเฮกลับเพิ่มแรงรั้งแขนของเขาไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บขึ้นมา
“ไม่นะ! อยู่นี่เถอะ อย่ากลับบ้านเลยนะ”ดงเฮอ้อนวอนชนิดที่คิบอมต้องหยิกตัวเองเพื่อทดสอบว่าเขาไม่ได้กำลังฝันไป
“ได้ยังไงล่ะ ฉันไม่ได้บอกที่บ้านไว้ว่าจะค้างที่อื่น”
“เอามือถือฉันโทรสิ แต่ต้องรอชาร์ตแบตก่อนนะ พรุ่งนี้เช้ามันคงจะพอใช้งานได้ละมั้ง”คิบอมหัวเราะคนที่แม้แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวานก็ยังจะแอบเจ้าเล่ห์ได้
“ไม่ต้องก็ได้ เอาเป็นว่าฉันจะนอนที่นี่เป็นเพื่อนนายคืนนึงละกัน”คิบอมยอมแพ้ในที่สุด เพราะดงเฮจ้องเขาตาแป๋วเหมือนลูกหมาหลงทาง เห็นแล้วก็สงสาร ในเมื่อเขาไม่ใช่คนใจดำ จึงยอมเลิกแกล้งทั้งๆที่ยังมีทางให้ไปต่ออีกตั้งมากมาย
“ดีมาก คิบอม”ร่างเล็กยิ้มร่าแล้วปล่อยมือออกจากแขนที่เขายึดไว้ แต่พอคิบอมได้อิสระร่างสูงก็ยืนขึ้นรวดเร็วจนดงเฮต้องรีบคว้าเอวร่างสูงกว่าไว้
“นายจะไปไหน”ดงเฮถามอย่างระแวงปนผวา ถ้าเขาอ้อนอีกฝ่ายให้อยู่ด้วยไม่ได้ก็จะบังคับขืนใจให้หมอนี่ตัวติดกับเขาจนกว่าจะเช้าละวะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยโทรไปบังคับฮยอกแจให้กลับมานอนหอ
“นอนไง เตียงฉันอยู่ฝั่งโน้น”คิบอมชี้นิ้วไปยังเตียงข้างๆแต่ลากเสียงยาวเหมือนว่าอีกเตียงนั้นแสนจะอยู่ห่างไกล
“อ่ะ..อ๋อ”ดงเฮปล่อยมือแล้วก็พยักหน้าลงหลายๆทีเป็นการแก้หน้าแตก แล้วเอนตัวลงนอนบ้าง
คิบอมไม่คิดจะถามว่าปิดไฟได้มั้ย เพราะอีกคนจะลุกขึ้นมาเปิดเสมอเมื่อรู้สึกตัวตื่น จนกระทั่งเขาชินเสียแล้วที่จะต้องนอนใต้แสงจ้าของหลอดนีออนบนเพดาน
เตียงนอนขนาดหนึ่งคนนั้นเหมือนจะกว้างเหลือเกินในวันนี้ ดงเฮพลิกตัวไปมาไม่รู้กี่ตลบแล้วแต่ก็ยังข่มตานอนไม่ได้ จะให้ลุกขึ้นมาเปิดทีวีหรือเปิดเพลงก็เกรงใจคนที่อุตส่าห์นอนด้วยไม่กลับบ้าน แต่จะข่มตาลงตอนนี้ก็ไม่ไหว เอาไงดีนะ?
“คิบอม หลับยังอ่ะ?”
“อืมม”คิบอมครางตอบ เขาหลับง่ายตื่นง่ายเป็นทุน เสียงกรอบแกรบจากเตียงข้างๆทำให้เขาหลับๆตื่นๆจนเซ็งอยู่เหมือนกัน
“เตียงนายอุ่นมั้ย?”
“หา?”คิบอมหันมองคนที่ถามคำถามแปลกๆกับเขาแล้วก็เกือบหายง่วง
“แอร์มันเป่าลงตรงนี้พอดี ให้ฉันไปนอนที่นั่นด้วยได้มั้ย?”ดงเฮพูดแต่ไม่ยอมสบตาด้วยเหมือนปกติ
“อ๋อ นายอยากแลกเตียงเหรอ ก็ได้”คิบอมลุกขึ้นมาพร้อมม้วนผ้าห่มแนบกาย เตรียมย้ายไปนอนอีกฝั่งของห้อง แต่ยังไม่ทันจะได้ลุก ร่างเล็กๆพร้อมผ้านวมผืนหนาก็กระโจนใส่จนเขาหัวกระแทกไปกับหมอนจนหัวงงไปหมด
“นอนด้วยกันนะ”ดงเฮพูดแล้วก็สอดแขนผ่านผ้าห่มไปจับมือคิบอมไว้ แล้วปิดตาลง
คิบอมมองก้อนผ้าห่มหนาๆของคนที่แย่งเตียงแล้วก็ขยับเข้าไปจนติดกำแพง เขาเองก็ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มจนเหมือนคิมบับ อีกฝ่ายก็ไม่ต่างกัน ถ้าเป็นเด็กอนุบาลมันคงน่ารักดี แต่เป็นเด็กม.ปลายนี่..
เอาเป็นว่าเขาจะรีบเข้านอนแล้วนึกว่าตัวเองกับดงเฮย้อนวัยไปสู่สมัยอนุบาลพร้อมกันแล้วกันนะ
TBC.
edit @ 19 Feb 2010 20:13:18 by DarkneZ
edit @ 27 Feb 2010 10:56:53 by DarkneZ