[FIC] Summer Snow 8
posted on 09 Feb 2010 17:08 by darkberrySummer Snow 8
Story : ~love~
Note : เด็กๆในเรื่องก็สอบ คนเขียนก็สอบ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
บทแปด
ท้องฟ้าสีอ่อนยามเช้าที่สะอาดและปลอดโปร่งจากการชำระล้างของฝนที่ตกหนักทั้งคืนนั้น ทำให้คนมองฟ้ารู้สึกปลอดโปร่ง ความหนาวเหน็บจากสายฝนเมื่อวานนั้นราวกับเป็นเรื่องโกหกเพราะเช้านี้ แสงแดดกำลังอาบไล้ทุกๆสิ่งใต้ท้องฟ้าจนกระทั่งรู้สึกร้อนรุ่มตามผิวหนัง
เสียงระฆังเงินที่กังวานใสดังกว่าทุกวันหรือเปล่านะ?
ฮีชอลตั้งคำถามกับตัวเองพลางขยับเปลือกตาหยุกหยิก ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อนึกได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน และ อยู่กับใคร
ฮีชอลเงยหน้าขึ้นมองคนที่กอดเขาต่างกับหมอนข้าง ทั้งๆที่เป็นรูมเมทกันมาเกือบเดือนแต่เขาก็ไม่เคยใกล้กับชีวอนขนาดนี้ เขาไม่แม้แต่จะรู้ด้วยซ้ำว่าชีวอนเองก็หลับได้เหมือนมนุษย์ปกติ และแม้ไม่อยากยอมรับความจริงแต่หน้าตาตอนหลับของหมอนี่ก็ยังน่ามองผิดคนทั่วไป ราวกับเทวดา..
ร่างบางขยับกายขึ้นนั่งบนเตียงนอนที่เขาใช้มาทั้งคืน ก่อนจะบิดตัวไล่ความเมื่อยขบ เพราะที่นี่ไม่มีคนอาศัยอยู่สินะ ถึงได้มีที่นอนและเครื่องนอนอยู่อย่างจำกัด เจ้าคนมีน้ำใจนั่นสละผ้าห่มและหมอนให้เขานอน ส่วนตัวเองก็คงจะทนความหนาวไม่ได้เลยกอดเขาต่างหมอน ดีจริงๆเลย ชิ..
“อ้าว พี่ฮีชอลตื่นแล้วหรือครับ”ร่างสูงขยับขึ้นมานั่งแล้วขยี้ตาไล่ความง่วงงุน ก่อนจะส่งยิ้มมาให้
ฮีชอลพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบแล้วลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากจะอยู่สาวความยาวเรื่องเมื่อคืนหรอกนะ แม้จะอยากรู้ว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดนั่นได้ยังไงก็เถอะ
“รีบกลับกันดีกว่าครับ เดี๋ยวจะไม่ทันสอบ”ชีวอนบอกพลางพับผ้าห่มนวมผืนใหญ่ไปพลางๆ
“งั้นฉันกลับไปก่อน ฝากนายให้นมฮีบอมด้วยละกัน”ฮีชอลรีบพูดแล้วเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว แก้มขาวๆร้อนผ่าวเมื่อหันกลับไปเห็นชีวอนกำลังเก็บเตียงด้วยท่าทางของคนที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบดีทั้งๆที่ไม่ได้ห่มผ้าและไม่ได้หนุนหมอน
Summer Snow
ที่หน้าห้องเรียนที่ถูกเปลี่ยนเป็นห้องสอบ ซองมินกำลังจะสติแตกเพราะความตื่นเต้นที่เขาได้รับจากเพื่อนๆรอบตัว ซึ่งกำลังแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างขมีขมัน เพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะเข้าห้องสอบแล้ว ทั้งๆที่เขาพยายามอ่านหนังสืออย่างค่อยเป็นค่อยไปและมั่นใจมาตลอดว่าคงจะทำข้อสอบได้เลยใช้ชีวิตอย่างสบายๆจนถึงเมื่อตอนออกมาจากห้องพัก แล้วก็ต้องสติแตกเมื่อเจอเพื่อนๆรวมไปถึงรุ่นพี่ที่เอาแต่ถือหนังสือแล้วก็พึมพำตำราออกมาราวบทสวดอย่างเอาเป็นเอาตาย ความกังวลที่เขาพยายามข่มมันลงไปก็ถึงขีดประทุจนได้ จากที่แน่ใจว่าอ่านหนังสือมาหมดแล้วก็ขาดความมั่นใจเอาดื้อๆ ที่เขาคาดหวังกับการสอบนี้มาก เพราะถ้าเกรดเฉลี่ยไม่ดี พ่อแม่จะใช้มันเป็นข้ออ้างในการพาเขากลับบ้านทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่มีทางยอมรับมันอย่างเด็ดขาด
“ไม่ต้องอ่านขนาดนั้น นายก็ทำได้น่า”เสียงคิบอมบอกพร้อมทั้งพยายามแย่งสมุดเล่มเล็กออกจากมือของซองมิน
“ไม่ได้ อย่ากวนได้มั้ยล่ะไอ้แก้มป่อง”ซองมินขึ้นเสียงพร้อมล้อเลียนฉายาของคนตัวโตที่กำลังก่อนกวนเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“กระต่ายอ้วน นายกล้าเรียกฉันแบบนั้นเรอะ?”น้ำเสียงคิบอมติดจะขำมากกว่าจะโกรธกันจริงจัง แต่แค่นั้นก็แปลกมากพอแล้วสำหรับเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ค่อยจะเห็นคิบอมเปิดปากพูดกับใครเท่าไหร่
“ถ้าไม่กล้านายจะได้ยินหรือไง?”ซองมินยักคิ้วกวนประสาท เขาไม่อ่านหนังสือแล้วก็ได้ นานๆทีจะเห็นคิบอมมีปฏิกิริยาเหมือนผู้เหมือนคนปกติ เล่นด้วยซักหน่อยก็ดี
“หึ..กล้าทำกล้ารับ ดีมากแบบนี้ถึงจะถูกบีบคอตายนายก็คงไม่เสียดายชีวิตแล้วใช่มั้ย?”คิบอมพูดเสียงโหดลอกประโยคเด็ดจากหนังที่นั่งดูเมื่อวานพร้อมกับซองมินก่อนจะขึ้นหอพัก แต่ยังไม่ทันจะได้สนุกกันไปกว่านั้น เสียงระฆังบอกเวลาเข้าสอบก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“เข้าสอบดีกว่า”คิบอมไหวไหล่แล้วโยนสมุดเล่มเล็กให้ซองมิน ก่อนจะคว้ากระเป๋าแล้วเดินเข้าห้องสอบไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้ซองมินต้องฟึดฟัดเพราะโดนก่อกวนอยู่คนเดียว
“อารมณ์ดีจริงๆ คงมั่นใจข้อสอบมากเลยสินะ เด็กห้องเอเนี่ย”ดงเฮประชด เนื่องจากนี่เป็นวิชาคณิตศาสตร์ที่ห้องเอและห้องซีเรียนรวมกัน เวลาเข้าสอบเลยต้องมาสอบพร้อมกันด้วย
“จะมั่นใจอะไรล่ะ ฉันก็เหมือนนาย”คิบอมบอก ไม่รู้ว่าวันนี้ดงเฮจะมาไม้ไหนอีก เมื่อวานยังร้องไห้กอดเขาจนหลับ แล้วพอตื่นมาก็หาเรื่องอีกแล้ว ตามไม่ทันจริงๆ
“เหมือนฉัน..ฮ่าฮ่า งั้นนายก็คงจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่”ดงเฮกอดอกมองคิบอมอย่างหมิ่นๆ
“ไม่รู้สิ แต่ฉันคงไม่โง่ดูถูกตัวเองเหมือนที่นายกำลังทำหรอก”คิบอมพูดเรียบๆแต่ดงเฮกลับโมโหจัด ทั้งๆที่ตั้งใจหาเรื่องแต่กลับเป็นเขาที่โดนเล่นงานกลับเหมือนสำนวน –ขว้างงูไม่พ้นคอ-ตลอดเลย
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”ดงเฮตะโกนไล่หลัง ก่อนจะต้องรีบเดินเข้าห้องไปเพราะอาจารย์หันมาทำหน้าโหดใส่แล้วที่เขาก่อกวนการสอบ
การสอบวันแรกผ่านไปได้ด้วยดี อย่างน้อยก็ไม่มีคนเป็นลมหรือช้อคตายคาสนามสอบ แต่คงจะประมาทตอนนี้ไม่ได้ เพราะการสอบกลางภาค พึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ซองมินเดินเตาะแตะออกมาจากห้องสอบด้วยสภาพไม่สู้ดีเท่าไหร่ ความวิตกของเขามันเริ่มจะไหลมาเทมาเหมือนน้ำในฤดูน้ำหลาก เพราะได้ยินคำเฉลยข้อสอบที่มันแตกต่างจากที่เขาทำไปชนิดที่ว่าทำให้หัวใจห่อเหี่ยวหมดแรงเลยทีเดียว
“ไม่ต้องเชื่อพวกนั้นก็ได้น่า ใครจะรับประกันว่าที่ได้ยินมันจะถูก?”คิบอมพยายามปลอบใจคนที่ทำหน้าเหมือนโลกจะแตก ขนาดเขาที่เรียนทุนต้องรักษาเกรดเฉลี่ยยังเครียดไม่ได้ครึ่งหนึ่งของซองมินเลยนะ
“แล้วนายรับประกันได้มั้ยล่ะ ว่าที่ได้ยินมามันผิด”เจอย้อนถามเข้าไปแบบนี้คิบอมก็ชะงัก แล้วส่ายหน้าปลงๆ
“ไม่ยุ่งกับนายดีกว่า”
“ฮืออ กลับมานี่น้า..คิบอมอ่า..ฉันต้องการคนให้กำลังใจนะ”ซองมินร้องงอแงราวกับเด็กๆแล้วพยายามจะเดินตามคนตัวโตที่เดินนำไปเล็กน้อย
“ฉันให้กำลังใจนายไปแล้วไง ไปหาคนอื่นเถอะ”ไม่ใช่คิบอมไร้น้ำใจ แต่เพราะว่าเขาปลอบใจคนไม่เก่ง แถมยังพูดจาไม่ค่อยเข้าหูเพื่อน จึงแนะนำให้ซองมินไปหาคนอื่นก่อนจะบ้าตายเพราะคำพูดของตัวเองก่อนจะสอบเสร็จ
“ก็ชีวอนไม่อยู่นี่ ถ้าเขาอยู่ฉันไม่ขอความช่วยเหลือนายหรอก คนอะไรหน้าตาก็ดี แก้มก็เยอะ แต่พูดจาฟังไม่ได้เลย”
“นายนี่มัน.. ปากนายก็หาเรื่องพอๆกันล่ะนะ”
เพื่อนสนิทสองคนเดินแหย่กันไปมาอย่างไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจจริงจังเท่าไหร่นัก ทำให้คนที่เหนื่อยล้าจากการสอบทั้งวันเริ่มจะหันมาสนใจคนทั้งคู่บ้าง
“เลิกพูดถึงมันซักทีได้มั้ย อีฮยอกแจ!”เสียงใสตวาดลั่นพลางกระแทกหนังสือเรียนเล่มหนาเท่าสารานุกรมลงกับโต๊ะจนกระทั้งทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ
“ใจร้าย.. ดงเฮใจร้าย ทั้งๆที่ฉันกำลังกลุ้มใจเรื่องข้อสอบ แต่แทนที่นายจะเห็นใจ นายกลับตวาดฉัน..”ฮยอกแจตั้งท่าจะร้องไห้เพราะดวงตาทั้งสองแดงก่ำ แต่เมื่อดงเฮขยับตัวเข้ามาใกล้ ฮยอกแจก็ต้องรีบกลั้นน้ำตากลับเข้าไปทันที
“อย่างกับว่าฉันไม่ได้กลุ้มอยู่อย่างนั้นแหละ นายเลิกสติแตกเสียทีได้มั้ย มันน่าหงุดหงิด”เสียงใสราบเรียบน่ากลัวราวพายุสงบก่อนพายุจะถล่ม ฮยอกแจรีบพยักหน้าลงแม้จะอยากเถียง แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้
“ฮยอกแจ ฉันเห็นรูมเมทนายตามหานายอยู่น่ะ รีบไปสิ”เสียงของคยูฮยอนที่เดินมาทางเขาทั้งคู่นั้นเหมือนเสียงสวรรค์ ฮยอกแจรีบพยักหน้าเร็วๆแล้วคว้ากระเป๋าวิ่งหนีไปจากดงเฮอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยด้วยซ้ำ
“โกหกได้ไม่กลัวพระเจ้าลงโทษเลยหรือไง?”ดงเฮถามกวนๆพลางยัดหนังสือเล่มหนาลงกระเป๋าอย่างกระแทกกระทั้น
“ฉันช่วยฮยอกแจไม่ให้โดนนายงับหัว พระเจ้าคงให้อภัยแหละ”คยูฮยอนว่าแล้วก็โอบไหล่ดงเฮเอาไว้อย่างเอาใจ เพราะไม่อยากให้ดงเฮที่หงุดหงิดง่ายเป็นทุนหงุดหงิดมากไปกว่านี้
“ไปกินข้าวกันเถอะ จะได้อารมณ์ดี”คยูฮยอนไม่ว่าเปล่าแต่ยังลากดงเฮให้เดินลงไปที่สนาม เพื่อลัดไปยังโรงอาหารได้ง่ายขึ้น
ดงเฮยอมเดินตามไปแต่ปากก็ขมุบขมิบบ่นอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ทำไมเขาถึงไม่ใช่คนยิ้มง่าย ยิ้มได้เรื่อยเปื่อยแบบคยูฮยอนนะ หมอนี่มันทั้งช่างบังคับ เอาแต่ใจ แถมยังไม่ฟังความคิดเห็นของใคร แต่เพราะชอบยิ้มเรื่องเปื่อยแบบนั้นเลยดูเป็นคนดีซะได้ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆทั้งๆที่เขานิสัยดีกว่าแท้ๆ ชิ
ความคิดของดงเฮสะดุดลงเมื่อคนที่เดินกึ่งลากกึ่งจูงเขานั้นส่งเสียงตะโกนดังลั่นทักรูมเมทตัวเองที่เดินอยู่อีกฟากหนึ่งของสนาม ซึ่งได้ตัวแถมมาอีกหนึ่งคือรูมเมทหน้าตายที่อยากจะบีบคอให้ขาดใจตายไปด้วยของเขาเอง
“ซองมิน ไปทานข้าวกันนะ”คยูฮยอนตะโกนข้ามหัวเพื่อนหลายคนเรียกความสนใจให้หยุดมองที่เจ้าของชื่อมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“อืม”ซองมินตอบกลับอย่างกระตือรือร้นแล้วเดินลัดสนามข้ามไปหาคยูฮยอน พร้อมทั้งส่งยิ้มเลยไปให้คนตัวเล็กด้านหลังคยูฮยอนด้วย
“ไงดงเฮ ขนมเมื่อวานใช้ได้มั้ย?”ซองมินถาม
“ยังไม่ได้กินเลย เมื่อวานฉันมัวแต่อ่านหนังสือ”ดงเฮตอบให้สั้นเท่าที่จะสั้นได้ เหตุการณ์ไฟดับเมื่อวานมันเป็นเรื่องน่าอายที่เขาไม่อยากจะให้มีใครรู้มากไปกว่ารูมเมทตัวดี ที่ตอนนี้ทำเป็นเก็กหน้าตาย ทั้งๆที่แววตาซ่อนความขบขันไม่มิด คิดแล้วก็ฉุนอย่าคิดว่าความดีความชอบเมื่อวานแค่เล็กน้อยนั่นจะทำให้นายพิเศษกว่าคนอื่นนะคิบอม อย่าให้ฉันรู้แล้วกันว่านายมีจุดอ่อนอะไรบ้าง ฮึ่ยย..
“เหรอ ลองชิมสิ”ซองมินเปิดกระเป๋าแล้วหยิบกล่องขนมหน้าตาเหมือนเมื่อวานแต่แกะแล้วออกมาส่งให้ดงเฮ
“อร่อยดี”ดงเฮบอกแล้วแลบลิ้นเลียน้ำตาลไอซิ่งที่ติดอยู่รอบริมฝีปากออกให้หมดก่อนจะยิ้มอย่างสดใสออกมาเป็นครั้งแรก
“ว้าววว”ซองมินอุทานเสียงใสแล้วยิ้มตาหยี
“อะไรเหรอ?”
“นายยิ้มน่ารักมากเลย ถ้าชอบขนมนี่ละก็นะ ฉันมีอีกสองกล่องในห้อง จะแบ่งให้นายอีกกล่องนึงละกันนะ พอกินแล้วจะได้อารมณ์ดี”ซองมินดูท่าจะดีใจจริงจังที่เห็นดงเฮยิ้มออกมาแบบนั้น แม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็ดูจะมากายเหลือเกินสำหรับคนที่เอาแต่หงุดหงิดอยู่เรื่อยแบบดงเฮ
“ตลกจัง”ดงเฮพึมพำแล้วลอบยิ้มเพราะไม่อยากถูกซองมินแซว ความจริง คนแบบนี้ก็แปลกดี ไม่จำเป็นต้องรังเกียจนี่นะ..
TBC.
edit @ 9 Feb 2010 17:27:27 by DarkneZ